ตำนาน เร้ด แมชีน ยุคหงส์ครองแดนผู้ดี

ช่วง 2 ฤดูกาลล่าสุด คือช่วงเวลาที่บรรดา “เดอะ ค็อป” รุ่นหลังๆ เชียร์ หงส์แดง ได้อย่างมีความสุขเยอะที่สุดในชีวิตนี้เลยก็ว่าได้ 
ปี 2019 และ 2020 ทีมรักของพวกเขากวาดแชมป์มาครองได้ถึง 4 รายการ ทั้ง  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก,  UEFA  ซูเปอร์ คัพ, สโมสรโลก และแชมป์ที่รอมานานถึง 30 ปีอย่าง  Premier League    ufa1688 
ภายใต้การคุมทัพของ เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ไม่เพียงแต่หงส์แดงจะยกระดับกลายเป็นทีมที่แกร่งทั่วแผ่นเท่านั้น แต่พวกเขายังมีรูปแบบการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ 
คำจำกัดความง่ายๆ สำหรับแนวทางเล่นของหงส์แดงลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทัพของกุนซือชาวเยอรมัน คือการเพรสซิ่งสูงใส่คู่แข่งตั้งแต่แดนบน, จบสกอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการต่อบอลไม่กี่จังหวะ และขึ้นเกมด้วยฟูลแบ็ก 2 ข้างที่เติมเกมลุกได้ดีที่สุดคู่หนึ่งของโลก
หลายๆ คนเชิดชู เจอร์เก้น เยือร์เกิน คล็อพ ว่าเป็นคนที่ทำให้ หงส์แดง กลับมาเล่นได้สมฉายา “เครื่องจักรสีแดง” เหมือนในอดีตอีกครั้ง

ช่วงเวลาที่คำว่า “เครื่องจักรสีแดง” หรือ “Red Machine” ถูกนำมาใช้เรียก หงส์แดง อย่างแพร่หลาย คือช่วงกลางยุค 1980’s ซึ่งเป็นช่วงทศวรรษที่ทีมหงส์แดงรุ่งเรืองที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์สโมสร
ตั้งแต่ปี 1980 จนถึง 1990 หงส์แดง กวาดแชมป์ลีกสูงสุด England  หรือดิวิชั่น 1 เดิมถึง 7 สมัย, แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 2 ครั้ง, แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 หน และเคยมีช่วงคว้าแชมป์ ลีก คัพ 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 1981 จนถึง 1984 มาแล้ว 
ช่วงเวลาที่ หงส์แดงลิเวอร์พูล ถูกเรียกว่าเป็น เร้ด แมชีน นับเป็นยุค “หงส์แดงครองเมือง” อย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่ทำให้คนที่เกิดมาดูบอลช่วงยุค 80 หลงรักทีมทีมนี้มากขึ้นไปอีก นอกเหนือจากโทรฟี่แชมป์ที่กวาดเข้ามาได้อย่างไม่หยุด ก็คือสไตล์การเล่นที่เร้าใจ 
ช่วงนั้นพวกเขามีคำจำกัดความรูปแบบการเล่นง่ายๆ ว่า “Pass & Move” หมายถึงการต่อบอลที่เนียนตา และเคลื่อนที่กันตลอด เหมือนกับว่าผู้เล่นของหงส์แดงลิเวอร์พูลเป็นเครื่องจักร เพราะมีพละกำลังที่เหนือมนุษย์
อลัน แฮนเซ่น อดีตเซนเตอร์แบ็กระดับตำนาน ที่เคยค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ระหว่างปี 1977-1991 พูดถึงทีมชุดนั้นในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองเอาไว้ว่า
“นักเตะหงส์แดงลิเวอร์พูลทุกคนจดจ่อในการส่งบอลแบบที่เพื่อนร่วมทีมอยากรับ มากกว่าจะส่งในแบบที่พวกเขาอยากส่ง และนักเตะทุกคนช่วยกันวิ่งในตอนที่ไม่มีบอลอยู่กับเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนจ่ายมีทางเลือกในการเล่นนับไม่ถ้วน”
ยังไงก็ตาม สไตล์การเล่นแบบที่ว่า มันไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้นในยุค 80 แต่ผู้วางรากฐานสไตล์การเล่นแบบดังกล่าวให้ หงส์แดง คือตำนานกุนซือผู้ล่วงลับอย่าง บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ผู้คุมทีมตั้งแต่ปี 1959-1974
___________________________
บิลล์ แชงค์ลี่ย์ อาจไม่ใช่กุนซือที่คว้าโทรฟี่เข้าสู่ตู้โชว์ของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์เยอะที่สุด เพราะกุนซือผู้เป็นเจ้าของ Stats ดังกล่าวคือ บ็อบ เพสลี่ย์ ที่คุมทีมกวาดแชมป์ไปถึง 20 รายการ ระหว่างปี 1974-1983
แต่ แชงค์ลี่ย์ คือผู้สร้าง “ตัวตน” ให้กับหงส์แดงลิเวอร์พูลได้ยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งสไตล์การเล่นและวัฒนธรรมของทีม 
เพลง You’ll Never Walk Alone ถูกนำมาใช้เป็นเพลงประจำสโมสรครั้งแรกในช่วงที่เขาเป็นนายใหญ่
ตอนที่ “ปู่บิลล์” ไปคุมสังกัดใหม่ๆ หงส์แดงไม่ใช่สโมสรที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ยังเล่นแค่ในระดับดิวิชั่น 2 ด้วยซ้ำ 
เคล็ดลับความสำเร็จในการทำทัพของเขาคือการใส่ใจในทุกรายละเอียด โดย แชงค์ลี่ย์ สั่งให้ทีมปรับรูปแบบสนามซ้อมใหม่ให้มีความทันสมัยและครบวงจรมากขึ้น ขณะที่รูปแบบการซ้อมจะเน้นไปที่พละกำลังของนักเตะเป็นหลัก
ตอน แชงค์ลี่ย์ ไปเป็นกุนซือใหม่ๆ สถานที่ที่ชื่อว่า “เมลวู้ด” ยังเป็นเพียงที่รกร้างหลังจากผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เขามองว่ามันมีพื้นที่กว้างใหญ่พอ ที่จะปรับปรุงมันให้เป็นสนามซ้อมที่แสนวิเศษ ก่อนจะสั่งให้สโมสรทำการรีโนเวทครั้งใหญ่ 
จากที่ดินรกร้าง กลายเป็นมีอาคารที่สวยงาม มีทั้งโรงยิมและที่อบซาวน่า และแน่นอนมันกลายเป็นสนามซ้อมที่ดีที่สุดของประเทศอย่างรวดเร็ว

หลังจากสโมสรมีสนามซ้อมที่ยอดเยี่ยม หงส์แดงลิเวอร์พูล เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ในปี 1962 และจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลานานถึง 58 ปี ทีมหงส์แดงไม่รู้จักกับคำว่า “ตกชั้น” อีกเลย
ความพีคยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้ Season  1962-63 หงส์แดงลิเวอร์พูลก็ผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาล 1963-64, คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ฤดูกาล 1964-65 ก่อนที่ฤดูกาล 1965-66 จะได้แชมป์ลีกสูงสุดมาอีกครั้ง
เบื้องหลังการยกระดับทีมขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด มาจากการทำงานหนักตั้งแต่การฝึกซ้อม ซึ่งเป็นการออกแบบ Program ของ แชงค์ลี่ย์ ร่วมกับทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชคู่ใจอย่าง บ็อบ เพสลี่ย์, โจ เฟแกน และ รูเบน เบนเน็ตต์ 
นอกเหนือจากการซ้อมกับลูกบอลบนสนามหญ้าจริง แชงค์ลี่ย์ ยังสั่งให้นักเตะหงส์แดงต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลบนถนนเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย 
ในการซ้อมยังมีการจัดให้นักเตะแบ่งกันเป็นทีมละ 5 คนเพื่อต่อบอลด้วยจังหวะที่เร็วกว่าปกติ และเคยชินในการเคลื่อนที่สลับตำแหน่งตลอดเวลา
แชงค์ลี่ย์ คุมทีมหงส์แดงนานถึง 15 ปี นั่นทำให้สไตล์การเล่นแบบ “Pass & Move” กลายเป็นดีเอ็นเอของสโมสร

ช่วงปลายยุคของปู่บิลล์ หงส์แดง ยังมีวัฒนธรรมที่สำคัญอีกอย่างในช่วงนั้นก็คือ Boot Room หรือการให้พวกทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช เข้าไปประชุมทีมกันในห้องที่เคยเป็นห้องเก็บรองเท้า และทำให้สโมสรเลือกใช้ “คนใน” ของสโมสรเป็นกุนซือ สืบทอดเรื่อยๆกันไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานนับ 4 ทศวรรษ
บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งกุนซือในปี 1974 ตอนที่อายุ 60 ปี หลังนำทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ และเคยได้แชมป์ยุโรปในปี 1973 มาแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่า เขาควรพักผ่อน และเปิดโอกาสให้คนอื่นขึ้นมาเป็นกุนซือแทนเขาบ้าง
คนที่ได้สานต่อตำแหน่งกุนซือของ แชงค์ลี่ย์ ก็คือศิษย์เอกที่ทำงานเป็นมือขวาของเขามานานหลายปีอย่าง บ็อบ เพสลี่ย์ นั่นเอง 
เพสลี่ย์ เคยเป็นผู้เล่นของ หงส์แดง มาก่อนถึง 15 ปีสมัยเป็นนักฟุตบอล ตั้งแต่ปี 1939-1954 เมื่อบวกกับช่วงเวลาที่ทำงานเป็นสต๊าฟฟ์โค้ชของ แชงค์ลี่ย์ อีก 15 ปี ทำให้ทีมหงส์แดงในยุคของเขา พร้อมเต็มที่ที่จะสานต่อความสำเร็จให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิม
อย่างที่เราบอกไปว่า บ็อบ เพสลี่ย์ คือกุนซือที่พา หงส์แดงลิเวอร์พูล กวาดแชมป์ได้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ 20 แชมป์รวมทุกรายการ 
ด้วยสไตล์การเล่นที่ยังคงเน้นการเคลื่อนที่โจมตีใส่คู่แข่งอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้หงส์แดงคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมได้ถึง 6 สมัย, แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ อีก 3 ครั้ง ในช่วงเวลา 9 ปีที่ เพสลี่ย์ คือกุนซือใหญ่
นักเตะที่ถูกยกว่าเป็นขุนพลอันดับหนึ่งในยุคของ เพสลี่ย์ คือกองหน้าที่แฟนหงส์แดงยกว่าเจ๋งที่สุดตลอดกาลของสโมสรอย่าง เคนนี่ ดัลกลิช

ในช่วงทศวรรษที่ 70 เคนนี่ ดัลกลิช คือซูเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ เขาพา กลาสโกว์ เซลติก กวาดแชมป์ลีกสูงสุดแดนวิสกี้ และแชมป์ สกอตติช เอฟเอ คัพ ถึงรายการละ 4 สมัย 
นี่คือนักเตะที่ เพสลี่ย์ มองว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ที่จะมาแทนที่ซูเปอร์สตาร์คนเก่าของทีมอย่าง เควิน คีแกน ที่ย้ายไป ฮัมบูร์ก ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ ในปี 1977 
โดยก่อนหน้าจะเซ็นสัญญา ดัลกลิช ได้รับความสนใจจาก หงส์แดง ตั้งแต่ยุคของกุนซือคนก่อนหน้าอย่าง บิลล์ แชงค์ลี่ย์ แล้ว
ค่าตัวของ คีแกน ที่ย้ายจากหงส์แดงไปสิงห์เหนือเมื่อ 43 ปีที่แล้วคือราคาที่แพงที่สุดสำหรับผู้เล่นที่ย้ายออกจากลีก England 
ขณะที่ค่าตัว 440,000 ปอนด์ของ ดัลกลิช ที่ย้ายจาก เซลติก ไป หงส์แดงลิเวอร์พูล ก็คือราคาที่แพงที่สุดสำหรับนักเตะขาเข้า ที่ย้ายไปเล่นในลีกแดนผู้ดี 
สัญญาณที่บ่งพูดว่า ดัลกลิช จะเป็นดาวเตะที่ดีกว่า คีแกน ก็คือการช่วยให้หงส์แดงถล่ม ฮัมบูร์ก 6-0 ที่มี คีแกน ลงตัวจริงเสียราบคาบ ในเกม  UEFA  ซูเปอร์ คัพ ปี 1977 โดยที่ ดัลกลิช ซัดทำประตูปิดท้าย

เพียงแค่ฤดูกาลแรกที่ “คิงเคนนี่” เปลี่ยนสีเสื้อจากม้าลายเขียวขาว เป็นเครื่องแบบสีแดง เขาทำผลงานน่าประทับใจทันที ด้วยการยิงไป 20 ประตูในลีก และ 31 ลูกรวมทุกรายการ
ประตูที่สำคัญที่สุด หนีไม่พ้นประตูชัยในเกมนัดชิง ยูโรเปี้ยน คัพ 1978 ที่พาหงส์แดงเฉือนชนะ คลับ บรูช 1-0 ทำให้หงส์แดงคือทีมแรกของ England  ที่คว้าถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ 2 ปีซ้อน
แม้ว่าฤดูกาลที่ 2 ในถิ่นแอนฟิลด์ ดัลกลิช จะยิงรวมทุกรายการได้น้อยลง แต่นั่นคือซีซั่นที่เขายิงในเกมลีกเมืองผู้ดีได้เยอะที่สุดในอาชีพค้าแข้ง ด้วยผลงาน 21 ประตู และทำให้ทีมทวงแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิมกลับมาได้อีกครั้ง ส่วนตัวเขาได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากสมาคมผู้สื่อข่าว England 
ต่อไปซีซั่น 1979-80 เคนนี่ ดัลกลิช พา หงส์แดงลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน คราวนี้เขายิงในลีกไปอีก 16 ลูก
พอเข้าสู่ซีซั่นที่ 4 ของ “คิงเคนนี่” ในการเล่นที่ หงส์แดง เขาได้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นกองหน้าคู่บารมีทั้งในฐานะนักเตะรุ่นน้อง และเป็นลูกต่นสังกัดของเขาตอนสวมบทบาทกุนซือ
เขาคนนั้นคือนักเตะที่กลายเป็นตำนานดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของหงส์แดงในภายหลังอย่าง เอียน รัช

เอียน รัช ย้ายจาก เชสเตอร์ ซิตี้ เข้าสู่ถิ่นหงส์แดงในปี 1980 ตอนที่ยังเป็นนักฟุตบอลวัยทีนเอจ
ด้วยความที่ย้ายเข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง ทำให้ช่วงแรกๆ ในการเล่นให้ หงส์แดง เขาคือนักเตะทีมสำรอง มากกว่าจะได้โอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่
ฤดูกาล 1980-81 เคนนี่ ดัลกลิช มีปัญหาเดี้ยงข้อเท้ารบกวนระหว่างฤดูกาล นั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมฟอร์มดร็อปในลีก จนจบซีซั่นแค่อันดับ 5 
ยังไงก็ตาม ช่วงท้ายซีซั่นที่ “คิงเคนนี่” กลับมาฟิตสมบูรณ์ เขาช่วยให้ทีมได้แชมป์ ลีก คัพ เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกครั้ง ด้วยการเอาชนะ ราชันชุดขาว 1-0
ต่อไปพอเข้าสู่ฤดูกาล 1981-82 เคนนี่ ดัลกลิช กับ เอียน รัช จึงได้กลายเป็นคู่หูกันอย่างเต็มตัว เพราะตำนานดาวเตะสกอตติชฟิตสมบูรณ์ ขณะที่ศูนย์หน้าดาวรุ่งทีมชาติเวลส์ ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว
ฤดูกาล 1981-82 ดัลกลิช กับ เอียน รัช ซัดรวมกันทุกรายการถึง 52 ประตู โดยที่ รัช คือดาวซัลโวประจำซีซั่นด้วยผลงานยิงในลีก 17 ลูก รวมทุกรายการ 30 ประตู ทำให้ หงส์แดงลิเวอร์พูล ทวงแชมป์ลีกสูงสุดกลับคืนมาอีกครั้ง และป้องกันแชมป์ ลีก คัพ ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
ซีซั่น 1982-83 มาตรฐานการทำประตูของคู่หูสะท้านวงการคู่นี้ยังคงอยู่ในระดับสูง ด้วยการซัดรวมกันทุกถ้วยอีก 51 ลูก และมันก็เป็นอีกฤดูกาลที่หงส์แดงกวาดทั้งแชมป์ดิวิชั่น 1 และ ลีก คัพ
ดูเหมือนว่า บ็อบ เพสลี่ย์ จะอิ่มตัวแล้วกับความสำเร็จ เขาจึงอำลาตำแหน่งกุนซือหงส์แดง หลังจากจบฤดูกาล 1982-83 แล้วให้ โจ เฟแกน ซึ่งทำงานร่วมกันมานานตั้งแต่ยังเป็นทีมงานบู๊ทรูมของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ขึ้นคุมทีมแทน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *